ความเป็นมาของเผ่าภูไท(ตอนที่ 1)

1
33

กำเนิดคำว่า ภูไทผู้ไทผู้ไทย หรือ ไต เป็นคำที่มีความหมายเดียวกันเป็นคำที่ใช้เรียกคนชนชาติเดียวกันในหนังสือนิทานขุนบรมราชาธิราช หรือพระยาแถน กล่าวไว้ว่า คนชนชาติภูไทนี้เกิดจากน้ำเต้า ๒ หน่วย

และมีนักปราชญ์หลายท่านให้ความเห็นไว้ว่า ภูไท ผู้ไทย หือไต เป็นคำที่มีความหมายเดียวกันกับคำว่า เทียน แถน ไท้ ซึ่งหมายถึง ฟ้า หรือ ดวงดาว ชนชาตินี้มีความรักอิสระ ชอบอาศัยอยู่ในที่ราบสูง เช่น ภูเขา หรือ เนินดินสูง มีความเจริญมากกว่าชนชาติใด ๆ มีความเชื่อในการนับถือลัทธิผีฟ้าหรือเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ

สันนิษฐานว่าถิ่นกำเนิดของชาวภูไท ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของมณฑลยูนานในประเทศจีน ต่อมาได้อพยพเข้ามาตั้งอาณาจักรที่ดินแดนสิบสองจุไทย มีเมืองแถง หรือแถน เป็นเมืองหลวง เมืองไล เป็นเมืองสำคัญ และเมืองเล็กเมืองน้อยอีก ๑๐ เมือง รวมเป็น ๑๒ เมือง บริเวณนี้เป็นตะเข็บรอยต่อของอาณาจักรจีน ญวน ลาว และยังใกล้ชิดกับล้านนา และพม่าอีกด้วย แคว้นสิบสองจุไทย มีอาณาจักรที่กว้างขวางมาก ทิศเหนือจดฮุนหนำของจีน ทิศตะออกจดแคว้นตังเกี๋ยของญวน ทิศตะวันตกติดกับสิบสองปันนาซึ่งขึ้นกับพม่า ทิศใต้ติดกับศรีสัตนาคนหุต หรือล้านช้างของลาว จากการที่มีดินแดนติดต่อกับหลายอาณาจักร ทำให้อาณาจักรต่าง ๆ เหล่านั้น เข้ามามีอิทธิพลกับแคว้นสิบสองจุไทย แล้วแต่ใครบางช่วงจะมีกำลังที่เข้มแข็งกว่ากัน
ในบรรดาอาณาจักรดังกล่าวล้านช้างมีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาได้แก่ญวนและจีน ทำให้แคว้นสิบสองจุไทยต้องส่งเครื่องราชบรรณาการถวาย ๓ เมืองนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามฝ่ายฟ้า หรือ สามส่วยฟ้า เมืองแถงเป็นเมืองหลวงอยู่ใกล้กับลาว จึงถือธรรมเนียมแบบลาว เรียกตนเองว่า ภูไทดำ เพราะมีผิวคล้ำและชอบใส่เสื้อย้อมครามหรือสีดำเลาไปงานศพ ส่วนเมืองไล ตั้งอยู่ใกล้กับจีนก็ถือธรรมเนียมแบบจีน เรียกตนเองว่า ภูไทขาว เพราะอากาศหนาวเย็น ผู้คนมีผิวสีขาวและชอบแต่งกายหรือไว้ทุกข์ด้วยชุดสีขาวตามธรรมเนียมแบบจีน(สุนทร ภูศรีฐาน. มปป.,๘)
การตั้งถิ่นฐานของชาวภูไทในประเทศไทย
ชาวภูไทได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีราวในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ โดยพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดเกล้า ๆ ให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพไปตีเมืองล้านช้างแล้วกวาดต้อนครอบครัวของชาวภูไทมา
อยู่แถบภาคกลางของประเทศไทย คือ อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีเป็นการทดแทนคนไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไป เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ จนต่อมาในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ และได้กวาดต้อนครอบครัวของชาวภูไท จากเมืองต่าง ๆในประเทศลาวมี เมืองวัง เมืองนอง เมืองมหาชัย
เมืองคำม่วน เมืองพิณ เมืองตะโปน หรือเมืองเซโปน ให้เข้ามาอยู่ใน ภาคอีสานของประเทศไทย โดยให้อยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร และยโสธร โปรดให้ตั้งบ้านเมืองขึ้นปกครองต่อกันมา เป็นเมืองใหญ่ มีชาวภูไทอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จนถึงปัจจุบัน (ถวิล เกสรราช.๒๕๑๒,๑ – ๓)
ชาวภูไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่น้ำน้ำโขงแยกชนกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาวและญวน นอกจากนี้
แถบตอนใต้ของประเทศจีน แถบสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และยูนานก็มีชนเผ่าภูไทอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน กลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขงและแถบเทือกเขาภูพาน
การเป็นอยู่ของชาวภูไทมีลักษณะการเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพเช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน ค้าขาย ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายในต่างถิ่น เรียกว่า นายฮ้อย เผ่าภูไทมีการพัฒนาได้เร็วกว่าเผ่าอื่น มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความเข้มแข็งในการปกครองมีหน้าตาที่สวย ผิวพรรณดี กริยามารยาทที่แช่มช้อย มีอัธยาศัยดี มีไมตรีในการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง
สำหรับการแต่งกายชาวภูไทนิยมนุ่งผ้าซิ่นหมี่ต่อตีนเป็นผืนเดียวกันกับผ้าผืนกว้างประมาณ ๔- ๕ นิ้วย้อมครามเกือบสีดำ สวมเสื้อแขนกระบอกสามส่วน ติดกระดุมเงินหรือเหรียญสตางค์ หรือกระดุมขาวมาติดเรียงสองแถว
ห่มด้วยผ้าลายขิดพื้นเมืองเปลือกไหล่ด้านขวา นิยมสวมสร้อยคอ ข้อมือ ข้อเท้า ด้วยโลหะเงินเกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรงใช้ผ้ามนหรือแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผม
วัฒนธรรมประเพณีเผ่าภูไทเป็นเอกลักษณ์และเป็นจุดเด่นหลายประเภท เช่น ภาษา การแต่งกาย การละเล่น การฟ้อนลำ เรียกว่า ลำภูไท การก่อสร้างบ้านเรือน ส่วนมากสร้างบ้านไม้สองชั้นยกพื้นสูง มีสัตว์เลี้ยงอยู่ใต้ถุนบ้าน
ลักษณะเด่นของบ้านแบบภูไท คือ มีหน้าต่างที่เรียกว่า ป่องเอี้ยม เป็นช่องลมสำหรับระบายอากาศ มีประตู หน้าต่าง
ยาวจรดพื้น มีห้องภายในเรือนเป็นห้อง ๆ เรียกว่า ห้องส้วม หรือโกงส้วม ประเพณีที่สำคัญของเผ่าภูไท ซึ่งถือกันมาแต่โบราณ ได้แก่ การลงข่วง การแต่งงาน การทำมาหากิน การถือผี การเลี้ยงผี การเลี้ยงปู่ตา ฯลฯ

( บำเพ็ญ ณ อุบล,๒๕๓๖.,สัมภาษณ์)

การอพยพของชาวภูไทเข้าสู่ประเทศไทย มี ๓ ระลอกด้วยกัน คือ
ระลอกที่ ๑ สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๑ – ๒๓๒๒ เมื่อกองทัพไทยซึ่งมี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก(รัชกาลที่ ๑) กับเจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา) ได้นำทัพไทยสองหมื่นคนไปตีหัวเมืองลาวตั้งแต่จำปาศักดิ์ไปถึงเวียงจันทน์เอาไว้ได้ หลวงพระบางซึ่งไม่เคยถูกกับเวียงจันทน์มาก่อน ก็นำกำลังมาช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย แม่ทัพไทย
ได้ให้แม่ทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ เมืองมวย ซึ่งเป็นเมืองของชาวภูไทดำได้ทั้งสองเมือง แล้วกวาดต้อนชาว
ภูไทดำ(ลาวทรงดำ) เป็นจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรีนับเป็นชาวภูไทรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
ระลอกที่ ๒ สมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๕ กองทัพเวียงจันทน์ตีหลวงพระบางแตกและจับกษัตริย์หลวงพระบางส่งมาที่กรุงเทพ ฯ และในปี พ.ศ. ๒๓๓๕ – ๒๓๓๘ กองทัพเวียงจันทน์ไปตีเมืองแถง และเมืองพวนซึ่งแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กวาดต้อนชาวภูไทดำ และลาวพวน เป็นเชลยศึกมาส่งที่กรุงเทพ ฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงมีรับสั่งให้ชาวภูไทดำประมาณ ๔,๐๐๐ คน ไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรีเช่นเดียวกับชาวภูไทรุ่นแรก
ระลอกที่ ๓ สมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นการอพยพประชากรครั้งใหญ่ที่สุด จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย สาเหตุของการอพยพ คือ เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ –๒๓๘๑ และเกิดสงครามไทยกับเวียงจันทน์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๗๖ – ๒๔๙๐ ยุทธวิธีของสงครามสมัยนั้น คือ การตัดกำลังของฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งฝ่ายไทยและเวียดนามต่างกวาดต้อนประชากรในดินแดนของลาวมาไว้ในดินแดนของตน


สำหรับประชากรในดินแดนของลาว ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในดินแดนประเทศไทยจะมีทั้ง ภูไท ลาว กะเลิง
โซ่ ญ้อ แสก ส่วย โย้ย ข่า ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกวาดต้อนมาไว้ที่ภาคอีสาน สรุปได้ดังนี้
๑. จังหวัดสกลนคร ๙ อำเภอ คือ เมือง พรรณนานิคม วาริชภูมิ พังโคน บ้านม่วง วานรนิวาส กุสุมาลย์
สว่างแดนดิน และกุดบาก
๒. จังหวัดนครพนม ๕ อำเภอ คือ นาแก เรณูนคร ธาตุพนม ศรีสงคราม และเมืองนครพนม
๓. จังหวัดมุกดาหาร ๕ อำเภอ คือ เมือง คำชะอี หนองสูง นิคมคำสร้อย และดอนตาล
๔. จังหวัดกาฬสินธุ์ ๕ อำเภอ คือ เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง สมเด็จ และสหัสขันธ์
๕. จังหวัดหนองคาย ๓ อำเภอ คือ เมือง บึงกาฬ และพรเจริญ
๖. จังหวัดอำนาจเจริญ ๒ อำเภอ คือ เสนางคนิคม และชานุมาน
๗. จังหวัดอุดรธานี ๒ อำเภอ คือ ศรีธาตุ และวังสามหมอ
๘. จังหวัดยโสธร ๑ อำเภอ คือ เลิงนกทา

( เฉลิมชัย แก้วมณีชัย.,มปป, ๑๒ – ๑๔)

ที่จังหวัดยโสธรมีชนเผ่าภูไทอพยพและตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเลิงนกทา เพียงอำเภอเดียว และมีสองหมู่บ้านที่มีชาวภูไทขณะนั้นมาตั้งถิ่นฐาน คือ บ้านนากอก ตำบลบุ่งค้า และบ้านห้องแซง ตำบลห้องแซง
การตั้งเมืองยโสธร
เมื่อ ปี พุทธศักราช ๒๓๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง ให้นามว่า “ เมืองยโสธร หรือ เมืองยศสุนทร” ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมือง มีราชทินนามว่า พระสุนทรราชวงศามีอาณาเขตปกครอง คือ
ทิศเหนือ จรดภูสีฐานด่านเมยถึงยอดยัง (ต้นน้ำยัง)
ทิศใต้ จรดห้วยก๊ากวาก
ทิศตะวันออก จรดบ้านคำพระ บ้านคำมะแงวถึงลำน้ำเซ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จรดห้วยตาแหลว
ทิศตะวันตก จรดห้วยไส้ไก่ วังเจ๊ก
ปี ๒๓๘๑ พระสุนทรราชวงศา (สิงห์) เจ้าเมืองยโสธรได้ถึงแก่กรรม ยังหาทันได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ผู้ใดเป็นเจ้าเมืองไม่ ก็ได้เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จึงโปรดเกล้า ฯ
ให้เกณฑ์เอากำลังทัพเมืองยโสธร เข้าร่วมในการสงครามครั้งนี้ด้วย โดยมีพระอุปฮาดบุตรเป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยแม่ทัพนายกองไปร่วมรบกับทัพหลวง ซึ่งมีพระราชสุภาวดี (สิงห์) เป็นทัพใหญ่ กองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีกับกองทัพพระอุปฮาดบุตรเมืองยโสธร ได้ปะทะรบพุ่งกันกับกองทัพเวียงจันทน์เป็นสามารถ จนถึงใช้อาวุธสั้นกัน เจ้าพระยาราชสุภาวดีถูกเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์ใช้หอกแทงถูกที่ท้องได้รับบาดเจ็บและตกจากหลังม้า พระอุปฮาดบุตรและ
แม่ทัพนายกองได้ยกเข้าต่อสู้กันเอาเจ้าพระยาราชสุภาวดีออกจากวงล้อมของข้าศึกได้ แล้วยกทัพเข้าตีเมืองเวียงจันทน์

จนแตกพ่ายไป ในที่สุดเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ยกทัพใหญ่ตามทัพเจ้าราชวงศ์ไปและเข้าตีจนแตกพ่ายไปในที่สุด
ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ เมื่อได้ทรงทราบว่า กองทัพเจ้าราชวงศ์เสียทีแก่กองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีแล้ว ก็ตกใจกลัว
ได้พาพระมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จหนีออกจากเวียงจันทน์ไปทางน้ำไฮเชิงเขาไก่ ในที่สุดเจ้าน้อย เมืองพวน พร้อมด้วยพระสุพรรณเชียงสา เมืองกลาง หนานขัตติยะ เมืองน่าน และท้าวพรหม เมืองหลวงพระบาง ล้อมจับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ได้ และคุมตัวลงไปกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยา
ราชสุภาวดียกทัพเข้ากรุงเวียงจันทน์เก็บกวาดเอาทรัพย์สิน และกวาดต้อนเอาผู้คนและครอบครัวชาวเวียงจันทน์ไปเป็นเชลยพร้อมยกทัพกลับขึ้นไปกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ
เมื่อเสร็จศึกครั้งนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ปูนบำเหน็จเลื่อนยศให้ เจ้าพระยาราชสุภาวดีเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา ว่าที่สมุหนายก ว่าราชการทั่วราชอาณาจักร อุปฮาด
บุตรได้ติดตาม เจ้าพระยาบดินทรเดชา ไปในการทัพศึกจนได้รับชัยชนะนับว่าเป็นผู้กระทำคุณงามความดีไว้แก่แผ่นดิน จึงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองยโสธร นามพระสุนทรราชวงศา พร้อมทั้งทรงให้แบ่งเชลยศึกเมือง
เวียงจันทน์ให้ปกครองอีก ๕๐๐ ครอบครัว
ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าหัวเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขงยังไม่เรียบร้อย จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้พระสุนทรราชวงศา (บุตร)ไปเป็นเจ้าเมืองนครพนมอีกตำแหน่งหนึ่ง ส่วนทางเมืองยโสธร
โปรดให้ อุปฮาด(แพง) รักษาหน้าที่เจ้าเมืองแทนไปก่อน พระสุนทรราชวงศา (บุตร) เจ้าเมืองยโสธรได้เดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองนครพนมตามพระบรมราชโองการ และอยู่จัดการบ้านเมืองนครพนมจนเป็นที่เรียบร้อยได้เกลี้ยกล่อมให้ชาวเมืองพิณ เมืองตะโปน เมืองมหาชัย เมืองก่องแก้ว เมืองวัง เมืองนอง ที่แตกกระสานซ่านเซ็นอยู่ตามป่าเขาทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อพยพข้ามมาตั้งบ้านเมืองอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง คือฝั่งไทยในปัจจุบันนี้
โดยครอบครัวเมืองพิณ เมืองตะโปน หรือเซโปน ไปตั้งอยู่ที่บ้านห้องแซง
ครอบครัวเมืองมหาชัย ไปตั้งอยู่ที่ เมืองสกลนคร
ครอบครัวเมืองวัง ไปตั้งอยู่ เรณูนคร นครพนม และมุกดาหาร
ครอบครัวเมืองนอง ไปตั้งอยู่ ท่าอุเทน เมืองกุดลิง(อำเภอวานรนิวาส ในปัจจุบัน)
เมื่อจัดการบ้านเมืองนครพนมเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และได้กราบทูลขอให้หัวหน้าครอบครัวเหล่านั้นเป็นเจ้าเมืองนั้น ๆ แต่ละเมืองเพื่อเป็นเกียรติที่ได้พลเมือง มาเพิ่มแก่แผ่นดินสืบไป นับว่าเป็นคุณความดีของพระสุนทรราชวงศา (บุตร) อีกประการหนึ่งอันเนื่องมาจากพระสุนทรราชวงศา (บุตร) เป็นผู้ที่มีความโอบอ้อมอารีมีเมตตาแก่ไพร่ฟ้าบ้านพลเมืองเป็นอย่างมากจนเป็นที่รักใคร่ของชาวเมืองดังกล่าวจนข้ามมาตั้ง อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงตามคำเชิญของท่าน เมื่อกลับมาอยู่เมืองยโสธร ได้มอบเวนคืนเมืองนครพนม ให้แก่พระอุปฮาด และราชวงศ์ ราชบุตร เมืองนคร
พนมไว้สืบต่อไป

( ๒๐๐ ปี เมืองยศสุนทร ,๒๕๕๓,๒๓ – ๒๕)

1 ความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here