สอนอย่างไร

0
70

ในการจะเป็นครูที่ดีได้นั้น หัวใจสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้เรียน มีคุณลักษณะได้ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร บางคนอาจคิดแค่ว่า ถือตำรา บวกประสบการณ์และเก่งเนื้อหา ไปในห้อง แล้วทำการสอน แต่หารู้ไหมว่า กว่าจะถึงขั้นตอนเดินเข้าห้องสอนนั้น มันมีอะไรบ้างที่เราต้องทำ หลายคนคงให้คำตอบว่า ก็เตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ หรือแผนการสอน แต่ผู้เขียนอยากจะบอกว่า มันมีอะไรแฝงอยู่ในคำว่า การเตรียมแผนการจัดการเรียนการสอน ซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า “การจัดกระบวนการเรียนการสอน”มาเป็นหัวเรื่องของบทความชิ้นนี้ก็แล้วกัน

คำว่ากระบวนการจัดการเรียนการสอน ในที่นี้จะหมายถึงขั้นตอนทั้งหมดในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะยกมากล่าวไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1.ต้องวิเคราะห์มาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ ของวิชา/เนื้อหา/ให้ถ่องแท้ ประเด็นนี้ จากประสบการณ์แล้วพบว่าครูในโรงเรียนส่วนใหญ่ ที่ผู้เขียนพบเจอมา เกือบทั้งหมด มักจะละเลยส่วนนี้ไป เพราะ ส่วนมากแล้ว ครูจะมาเจอกับ คำอธิบายรายวิชาและหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังกันเมื่อได้รับมอบหมายให้สอนในรายวิชาต่างๆ ดังนั้นจึงทำให้ผู้สอนเองอาจขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในมาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ และคำอธิบายรายวิชา และบางที คำอธิบายรายวิชาที่มีอยู่ในมือ อาจสมบูรณ์หรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะส่วนมากมักจะหยิบยืมต่อๆกันมา มากกว่าที่จะมีการวิเคราะห์และจัดทำขึ้นเอง

2.จากมาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ จะนำมาสู่ซึ่งการเขียนคำอธิบายรายวิชา ไม่ว่าเราจะเป็นผู้จัดทำคำอธิบายรายวิชาเอง หรือหยิบยืมมาจากคนอื่นก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้สอนจะให้ความสนใจ และทำความเข้าใจให้ชัดเจน ก็คือ คำอธิบายรายวิชา โดยขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้
คำอธิบายรายวิชา มักจะมี 3 ย่อหน้า บางครั้ง ผู้สอนอาจพบเจอคำอธิบายรายวิชาที่มี 2 ย่อหน้า แต่ที่อยากให้สังเกตุและค้นพบให้ได้ก็คือ ในคำอธิบายรายวิชานั้น จะต้องมี 3 ส่วน เป็นหลักนั่นคือ 1)เนื้อหาสาระ 2)ทักษะกระบวนการ 3)เจตคติหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คำสำคัญของเนื้อหาสาระบ่งบอกให้ทราบว่า ผู้เรียนหรือนักเรียนจะต้องเรียนรู้เนื้อหาสาระใดบ้าง ส่วนคำสำคัญในเรื่องทักษะกระบวนการนั้น มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติ และคำสำคัญส่วนที่ 3 ก็คือคุณลักษณะที่ต้องการปลูกฝังให้เกิดแก่ผู้เรียนเพื่อให้บรรลุมาตรฐานที่กำหนด

3.จากคำอธิบายรายวิชา ผู้สอนจะต้องนำมากำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือจะเรียกอะไรก็ตาม ที่ยึดโยงกับมาตรฐานและตัวบ่งชี้ ในส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ยังชื่นชอบกับหลักสูตรการศึกษารุ่นก่อนๆ ที่ใช้คำว่า จุดประสงค์ ปลายทาง กับจุดประสงค์นำทางมากกว่า เพราะมันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าผู้สอนจะต้องทำอย่างไรบ้าง

4.จากหน่วยการเรียนรู้ที่เรากำหนดวัตถุประสงค์ในการสอนไว้ นั้น สิ่งที่ครูจะต้องทำเป็นลำดับต่อไปก็คือ การกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล ย้ำนะครับ ต้องกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลก่อน ไปจัดทำกิจกรรมการเรียนการสอน เหตุผลก็คือ เราสามารถกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล จาก วัตถุประสงค์ ที่ยึดโยงมาจาก คำอธิบายรายวิชา 3 ลักษณะข้างต้นซึ่งก็อิงมาจาก มาตรฐานและตัวบ่งชี้ นั่นเอง ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมากกว่า ไปทำกิจกรรมการเรียนการสอนก่อน โดยเกณฑ์การวัดและประเมินผลนี้นั้น ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ให้แยกเป็นสองส่วน นั่นคือ เกณฑ์การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน กับเกณฑ์การวัดและประเมินผลหลังเรียน โดยเฉพาะเกณฑ์การวัดและประเมินระหว่างเรียนนั้น ต้องให้คลุม ทั้งเนื้อหาสาระ ทักษะกระบวนการ และเจตคติหรือคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์

5.สำหรับเจตคติหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์นั้น เราจะต้องพิจารณาลักษณะของเนื้อหาที่สอน ประกอบกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ว่า เนื้อหาที่เราสอนนั้น มันสอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการนั้นข้อใดบ้าง ซึ่งบางครั้งอาจมีมากกว่า 1 ประการก็เป็นได้

6.การกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน จึงควรจัดทำเป็นแบบ “รูบลิค” เพราะจะทำให้คลุมทั้งเนื้อหาสาระ ทักษะกระบวนการ และเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์

7.จากเกณฑ์การวัดและประเมินผลข้างต้น จะทำให้เราออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้ชัดเจน สอดคล้องกับเนื้อหาสาระ ทักษะกระบวนการ และเจตคติ

8.ดำเนินการวัดและประเมินผลตามที่เราวางไว้ ย้ำว่า ในการวัดระหว่างเรียน ผู้เรียนจะต้องผ่านตามเกณฑ์การวัดและประเมินผล เพราะไม่งั้น จะไม่ผ่านมาตรฐานและตัวบ่งชี้ เมื่อเราสอนไปด้วยวัดและประเมินผลไปด้วย ถ้านักเรียนยังไม่ผ่าน ตอนนี้แหละคือการที่เราจะต้องสอนซ่อมเสริม ไม่ใช่ รอจนสิ้นเทอมหรือสิ้นปี ค่อยทำการสอนซ่อมเสริม เพราะตอนนั้นน่าจะเรียกว่าการสอบแก้ตัวมากกว่า ดังนั้นการสอบซ่อมเสริมที่ถูกต้องที่สุด ก็คือ สอนหลังจากที่เราประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนเป็นเรื่องๆไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here